Akhapon님의 프로필Huineken's Space사진블로그리스트기타 ![]() | 도움말 |
|
Huineken's Spacewas moved to http://huineken.multiply.com 12월 20일 ANNOUNCEMENTThis Windows Live Spaces page WILL NO LONGER UPDATE.....
Please visit the following site:
My Blog was moved to http://huineken.multiply.com
My updated photos are stored at http://picasaweb.google.com/huineken You can still keep in touch with me using:
Windows Live Messenger: akhapon @hotmail.com Facebook: http://www.facebook.com (huineken)
E-mail: akhapon @hotmail.com & huineken @gmail.com
:)
Hui 7월 29일 IMBA: Graduated, finally!IMBA: GRADUATED!!
Due to my laziness, I didn't make any update to this space or any of my websites/webblogs lately. This time I'll update what was going on with my life here, recently.
Thesis, Final Defense and Graduation
After a year of struggle with my first (and last?) Thesis, I had my final Thesis defense on June 23, 2007. The defense went smoothly regardless of my insignificant findings. The committee had tried to suggest the way to improve my result (ethically), but I had already tried everything they suggested.
At last, they just said "you have done a lot already"; they have no more suggestion. After that, I revised my thesis, discussed with my advisor for a week; then, finally, I got the approval for my thesis. After waiting for the grade of my last course/ proceeding the document stuffs for graduation, I officially graduated on Thursday, July 12th, 2007. The graduation ceremony, farewell party (as shown in the photo section) were done long before my final defense. I felt so strange to join those ceremony/party without the feeling of graduation. However, I had finished it finally.
Final Defense Celebration @ Janfusun Fancy World (劍湖山世界) One week after the final defense, I went to the biggest theme park in Taiwan located at Jian Hu Shan (劍湖山) in the central part of Taiwan. I had tried some of the extremely exciting rides that I'd never dare to take before. These rides include roller-coaster, which is floorless. Your feet will be hanging in the air without any solid ground to put them. It is also the longest rail roller-coaster in Asia. The two-minute ride did get my adrenalin. Another extreme ride I took here is TURBO DROP. After I was seated, the ride shot me up into the sky with high speed. Just few seconds, I was in the top of the tower at the height of 30-storys building equivalent. Letting me take a breath for 6 seconds, then the seat dropped down at 80 km/hr speed (faster than free fall). My languages skill in English, Chinese or even Thai is not good enough to describe the feeling. You'd better try it by yourseft. But I like it; I took this ride twice :)
The most extreme ride here is G5 which simply means the ride will let you feel the falling with 5 G acceleration (free fall = 1 G). I took this as the last ride since I dared not to take it since the beginning. But before going back, I thought that if I don't take it today, I may not have any chance to come here again... so I did it. The feeling it much more terrible than the TURBO DROP. One of my friends who took it described it as.... the feeling of death and rebirth. I you have any chance to come here, never miss it!
After the day of joy and excitement, we went back to the train station to catch the train back to Tainan. We looked for something to eat near the Dou Liu station; and we found one Thai restaurant there. When we stepped in, the taiwanese owner said that they already closed. But suddenly he asked if where do we from, after we said we're Thai, they called his Thai wife to come out and warmly welcomed us. The food was very nice. The taste is really Thai (restaurant class) taste. The restaurant called "สวัสดีค่ะ" (Sawasdee ka -- Actually, It named with adapted Chinese characters which read "Sa Wad Dee Ka") ... The website of the restaurant is http://3wdika.ehosting.com.tw -- in case you're in Taiwan and interested in enjoying genuine Thai food.
Finally, we're back to Tainan. Another day was passing by.
My life's Update Not counting the break time I spent in Thailand, I've already in Taiwan for more than two years. The time flies very fast. Now I feel a bit lonely coz almost everybody (in my batch) had already gone back. The rest are going back soon. However,......
As my primary goal of coming here is to study mandarin (rather than getting Master degree..haha), I still feel that my mandarin is not good enough. I want it to be, at least, comparable to my (poor) English skill now. The evidence is that I cannot use mandarin to write the blog as I'm writing now. (It probably possible if I spend the whole day to do it comparing to less than an hour using English). From the disscusion above (Thesis style..LOL), I will spend another half year studying Chinese here. I just got the scholarship from the Chinese Language Center (the allowance of 10,000 NT per month for six months, but I still need to pay the tuition fee for totally 35,000). Actually, it's not enough for living here... but I still have some money left to stay here anyway :)
My recent plan is that I will go back to Thailand and start finding a job at the end of this year. The alternative is finding a job here, in Taiwan, or in mainland China; but I think the possibility for the alternative is so low.
Miss you all....
See you guys in Thailand :)
Coming soon - December 2007 3월 3일 Blog TAGจริงๆ บล็อกนี้ไม่ได้เป็น periodical แต่ประการใด
ผู้ติดตามอยู่เรื่อยๆ คงทราบ การอัพเดทบล็อกนี้เหมือนหนังสือการ์ตูนบางเรื่อง ตามใจ ตามอารมณ์ เขียนครั้งนึงไม่รู้ว่าครั้งต่อไปเป็นเมื่อใด ไม่รู้ว่าคราว หน้าจะเป็นภาษาอะไร
แต่เนื่องด้วยเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมามีคนคิดถึง... เอ๊ย น่าจะเป็นนึกถึงสิ ส่งความสุขมาให้...ด้วยการ blog tag ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร คร่าวๆ คือ บล็อกลูกโซ่ คนเขียนจะเขียนความลับสวรรค์(เกี่ยวกับตัวเอง) ห้า ประการ
แล้วยิงกราดต่อ แปะภาระให้คนอื่นต่อไปห้าคนเหมือนจดหมายลูกโซ่พระครู ธรรมโชติ
หากผู้ใดไม่ส่งต่อก็จะ.... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก คนส่งให้คนงอนแค่นั้นเอง เราก็ว่าจะไม่เขียนละ เขียนซักหน่อยก็ได้ ขำๆ บล็อกคราวนี้ก็ได้เริ่มต้นเขียนในทันทีหลังจากได้ แต่เขียนไม่จบเซฟค้างไว้
แล้ววุ่นวายกับทีสิสและธุระปะปังมากมาย เช่นเดินทางกลับประเทศไทย ทำ Experiment ไปเที่ยวประเทศจีน ฯลฯ จนลืมเสียสนิท นึกออกอีกทีตอนเจอผู้ tag blog มาให้เราทวง บอกว่าเป็นคนสุดท้ายแล้ว (แหงล่ะ ดองตั้งสองเดือน) มาเขียนต่อซักหน่อยก็ได้... มาเริ่มกันเลยดีกว่า... Chapter 1: Introduction (เรื่องราวเกี่ยวกับ.......) มรดกสำคัญของมนุษย์ ผู้ชายทุกคนต้องมี สั้นบ้างยาวบ้าง ซึ่งของเราก็ค่อนข้างยาวทีเดียว (เหอๆ) เอาไว้ใช้กับผู้หญิงที่แต่งงานด้วย มันคือ.... ...... ชื่อสกุล... นามสกุลของเราคือ เลิศสุวรรณกิจ ไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์หรือเชื้อพระวงศ์ใดๆ เป็นเพียงสามัญชนลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งมีอยู่มากมายเต็มบางกอก (อยู่เมืองนอกเค้าเรียกว่าเป็นคนจีนในไทย) ส่วนชื่อนั้นคือ อรรคพล อรรค ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานออนไลน์ (2007) ให้คำนิยามว่า อัคร
ซึ่งต้องลำบากไปเปิดคำว่า อัครอีกครั้งหนึ่ง แปลว่า เลิศ, ยอด ไฮโซมะ ทั้งชื่อทั้งนามสกุล เลิศ หมด... คำว่า พล คงไม่ต้องแปล ถ้าภาษาไทยไม่อ่อนแอนักคงจะทราบว่า กำลัง (พลัง.. ไม่ใช่กำลังที่เป็น Verb+ing)
รวมแล้วก็แปลว่า ยอดพลัง... หรือว่า ซุปเปอร์ไซย่านั่นเอง (นี่โมเมนะ อย่ายึด ถือเป็นสรณะ)
ต่อเนื่องจากชื่อคงเป็นชื่อเล่น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของคนไทย ชาวบ้านเค้า ไม่มีกัน
ปัจจุบันคนที่รู้จักเราส่วนมากขนานนามเราว่า "ฮุย" หลายคนอาจไม่ทราบที่มา หลายคนอาจรู้แค่ว่ามันเป็นชื่อภาษาจีน ฮุยมาจากคำว่า "輝" ออกเสียงเดียวกันทั้งภาษาไทย จีนแต้จิ๋วและจีนกลาง (拼 音: hui1, 注音:ㄏㄨㄟ)
ดิกชั่นนารี่Dr.eyeแปลว่า Splendor มาจากชื่อเต็มภาษาจีนของเราคือ 許旭輝 ตัวแรกในชื่อเต็มคือแซ่ 許 จีนกลางอ่านว่า xv3(สวี่) แต้จิ๋วเรียก โข้ว (คนไทย รู้จักในนามแซ่โค้ว)
ซึ่งถ้าถามว่าแซ่อะไรเป็นแต้จิ๋วจะอ่านว่า แซโข้ว (คำว่าแซ่ อ่านตัวเดียวอ่านว่า แส่ แต่ประกอบคำอื่นดันออกว่า แซ นี่คือความ น่าปวดหัวของภาษาแต้จิ๋ว)
แต่ถ้าอ่านชื่อเต็มจะอ่านว่า โคว เฮียก ฮุย คำว่า 旭 (แต้จิ๋ว-เฮียก จีนกลาง-xv4ซวี่) แปลว่า แสงสว่างของพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งเป็นนามที่แก้ทีหลังโดยอาม่าจากการดูดวง ตอนเด็กๆ เราชื่อ 許樹輝 ต่างกันที่ตัวกลาง คำว่า 樹(จีนกลาง-shu4-ซู่) แปลว่าต้นไม้ เพิ่งแก้เป็นซวี่ตอนอายุสิบกลางๆ ปลายๆ แล้ว จำไม่ได้เมื่อไหร่ ตอนเด็กๆ ญาติบางคนจะเรียกเรา สู่ฮุย (จากชื่อจีนเดิม ชื่อจีนเต็มไม่รวม นามสกุล)
ปัจจุบันยังมีบางคนเคยชินเรียกแบบนี้อยู่ ส่วนเพื่อนพ้องผู้ไม่รู้ที่มาล้วนแต่ขนานว่า "ฮุย" ส่วนนามอื่นๆ เคยมีปรากฎตอนประถมปลายและม.ต้น ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว คือ หู ... หูกาง เนื่องด้วยอะไรคงไม่ต้องบรรยาย เนื่องจากปัจจุบันขาดการติดต่อกับเพื่อนพ้องกลุ่มนั้นแล้ว คำนั้นจึงหายไปกับ สายลม
ส่วนศักดินาคำนำหน้าชื่อมีต่างๆ นานาแล้วแต่บุคคลและสถานที่ดังนี้ คุณฮุย (เรียกโดยคุณโบ๊ท) อาฮุย (เรียกโดยคนไต้หวันบางคน) พี่ฮุย (เรียกโดยรุ่นน้องส่วนมาก) น้องฮุย (เรียกโดยรุ่นพี่บางคน) ฮุย (เรียกโดยเพื่อนบางคน ส่วนมากชาวต่างชาติ และคนไทยเฉพาะเพศหญิง) ไอ้ฮุย (เรียกโดยเพื่อนและรุ่นพี่คนไทยเพศชาย และเพื่อนผู้หญิงบางคน) เหี้ยฮุย, ไอ้เหี้ยฮุย (เรียกโดยเพื่อนสนิทเฉพาะเพศชาย บางครั้ง บางเวลาที่ ต้องการขนานนามให้ไฮโซขึ้น)
ว่าด้วยเรื่องของนาม.. ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ Chapter2: Literature Review (ใครนะที่คิดถึงฮุยขนาดส่ง blog tag มาให้) เค้าคนนั้นคือ.... น้องโบว์ ขจีภรณ์ ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลอ่านได้ที่ http://sweet-choco- cookie.blogspot.com/2007/01/tag.html
นี่เป็นที่มาของบล็อกเราวันนี้ด้วย ไหนๆ ก็เขียนถึงโบว์แล้ว เขียนสไตล์ Thesis เสียหน่อย ส่วนอื่นขอละไว้ในฐานที่เข้าใจมาถึงส่วน Relationship between Hui and Bow.
เรารู้จักโบว์ตอนเราอยู่ม.ห้า ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เนื่องด้วยตอนนั้นอาจหาญไปลงสมัครเป็นประธานตึกเลยได้เป็นคณะ กรรมการนักเรียนโดยตำแหน่ง
ส่วนรายละเอียด บรรยากาศ และสถานที่ในการพบกันครั้งแรกนั้นไม่อาจจะจำ ได้
เนื่องจากไม่ได้เกิดการ Spark หรือ Love at first sight หรือ last sight แต่อย่างใด
ตั้งแต่รู้จักโบว์มาก็ได้รับของขวัญ(งานต่างๆนานา) มากมาย
ทำให้เราใช้คอมพิวเตอร์ โฟโต้ชอปคล่องขึ้นเป็นอย่างมาก ตั้งแต่สมัยเรายังเป็นกรรมการนักเรียนอยู่จนพ้นวาระ นั่งทำซีดีอนุสรณ์อย่าง ไร้ตำแหน่งตอนม.หก
ไม่ว่าจะเป็นอาร์ตเวิร์คหน้าสีในหนังสือปิ่นหทัยที่โบว์เป็นสาราณียากร ฯลฯ อีกมากมาย จำไม่ได้แล้ว เราก็มิเคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือแต่ประการใด และด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโลกอินเทอร์เนต ทำให้การติดต่อ ของเรายังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน(msn)
สรุปความสัมพันธ์
(ภาษาไทย) รุ่นพี่-รุ่นน้อง, บางตำราก็ว่า พี่ชาย-น้องสาว (ภาษาอังกฤษ) Friends, Schoolmates (ภาษาลาวๆ) พรหมลิขิตชักพาให้เราทั้งสองได้มารู้จักกัน บทที่สองก็จบลงแต่เพียงเท่านี้
Chapter 3: Research Methodology
(วิธีคิดและการมองโลก) ในบทนี้จะเป็นการวิเคราะห์วิธีคิดและการมองโลกของตัวเราเอง
อาจจะต่างจากที่คนอื่นมองเห็นจากภายนอก บางคนอาจไม่เห็นด้วยขัดแย้ง แต่นั่นก็เป็นเรื่องของท่านไม่ใช่เรื่องของเรา ตามวิธีคิดโดยทั่วไปเราติดจะเป็นพวกมองเหตุการณ์ต่างๆ ในแง่ร้าย
เวลามองงานต่างๆ จะมองไปในทางทำไม่ได้ไว้ก่อน.. มองเห็นปัญหาที่คนมองโลกในแง่ดีมองไม่เห็นมากมายเต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่เรามองจะร้ายเกินความเป็นจริง เวลาดำเนินการจริงไม่ได้ เลวร้ายขนาดนั้น
ข้อดีของการมองโลกแง่ร้ายแบบสุดขั้วคือ เหตุการณ์จริงไม่มีอะไรเลวร้ายไป กว่านั้น
จริงไม่ค่อยพบความผิดหวังมากมายนัก (เพราะไม่มีความหวังต่างหาก) ส่วนหลังจากนี้คือแนวคิดอันเป็นอุดมคติ ซึ่งทำไม่ค่อยจะได้
อิงหลักทางพุทธศาสนา ได้แก่... 1.อักโกธะ หลังจากผ่านการทดลองหลายปีดีดักว่า คนโกรธสองคนอยู่บ้านเดียวกันไม่ได้ ตอนเราเด็กๆ แม่ชอบโมโหแล้วเราชอบโมโหด้วยแล้วเถียง ซึ่งนั่นไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่ประการใด ไฟเจอไฟยิ่งลุกแรง จนกระทั่งวันหนึ่ง เราได้เขียนพุทธภาษิตเตือนใจ (ปัจจุบันยังอยู่บนประตู ห้องน้ำชั้นสองที่บ้าน)
นตฺถิ สาธุ โกโธ -- ความโกรธไม่ดีเลย จากนั้นเราก็พยายามลดละเลิกความโกรธ ไม่ให้มีอยู่ในจิตใจ (แต่ไม่สำเร็จ ตอนหลังตายเพราะความโกรธอีก) ซึ่งหลายครั้งการไม่โกรธให้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เราเลิกเถียงกับแม่ เลิกตอบสนองใดๆ (ไม่ชักสีหน้า ไม่แสดงอารมณ์ รับรู้) เวลาแม่โกรธ
หลังจากนั้นไม่นาน แม่เราก็ระเบิดอารมณ์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากปีละ 100 กว่าครั้ง (เด็กๆ เขียนไดอารี่เคยจดไว้) เหลือปีละไม่ถึงห้าครั้ง การไม่โกรธพบว่าได้ผลกับคนอื่นด้วย อาจารย์ประจำชั้นตอนม.หกเคยระเบิดอารมณ์ใส่เราซึ่งเป็นหัวหน้าห้องตอนนั้น (จากอาจารย์ใจดีๆ ตอนโมโหแทบกลายเป็นคนบ้า..) ด้วยความเข้าใจผิด เราไม่เถียง ไม่อธิบาย ไม่โต้ตอบ (เรามีกฎในใจอยู่ว่าจะไม่พูดกับคนที่กำลังโมโหอยู่ เพราะคนโมโหพูดไม่รู้ เรื่อง)
สุดท้ายซักพักเค้าก็หยุด... จากนั้นหลายชั่วโมงพบว่าเค้าเข้าใจผิดไปเอง ต้องกลับมาขอโทษที่ระเบิดอารมณ์ใส่เรา 2.อนิจจัง
ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ทุกสิ่งล้วนเช้าสายบ่ายเย็นค่ำ( ไม่เที่ยง)
จึงพยายามที่จะไม่เอาใจไปผูกอยู่กับสิ่งใดๆ ที่ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้ การจากไปของเพื่อนโอห์มเป็นเครื่องเตือนใจว่า ที่สุดของชีวิตก็คือความตาย นี่เอง
จะช้าจะเร็วไม่มีใครหนีพ้นไปได้ จะถึงเมื่อใดไม่มีใครรู้ ความทุกข์ต่างๆ ปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญขณะมีลมหายใจอยู่นั้น ไม่ได้มีความหมายอันใดเลยเมื่อเปรียบกับความตาย ความไร้ชีวิต เราจึงพยายามจะ Hakuna Matata ไม่กังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อย่างที่ว่าในตอนต้น นั่นเป็นเพียงความคิดในอุดมคติ เราทำไม่ได้ เราเอาความกังวลปัญหาต่างๆ พกเข้านอนด้วย วางไม่ลง สมองคิดวกวนกับสิ่งที่กังวลตลอดเวลา เป็นสิ่งที่เป็นมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว เกี่ยวเนื่องกับการมองโลกในแง่ร้าย แม่เล่าว่าตอนเด็กๆ เราชอบมีคำถามออกมาเสมอว่า "จะทำยังไงดี" กับเรื่องทุกเรื่อง ตั้งแต่ต้องโดนบังคับกินข้าวกินนม ฯลฯ ที่จริงแล้วปัจจุบันคำถามนี้ยังผุดขึ้นมาอยู่ในใจเสมอกับเรื่องต่างๆ แทบทุก เรื่อง
จะปล่อยวางความกังวลความทุกข์คงต้องฝึกฝนอีกมากมาย อดีตผ่านไปแล้วอย่าไปคิด อนาคตยังไม่ถึงยังไม่รู้อย่ากังวล ทำวันนี้ให้ดีที่สุด (โคตรจะอุดมคติเลยให้ตายเหอะ) พอเหอะ เขียนเรื่องพวกนี้มากแล้วขัดแย้ง งง...
Chapter 4: Data Analysis
(วิเคราะห์หัวใจ) เรื่องความรักของคนอื่นคงเป็นเรื่องที่มนุษย์โดยทั่วไปอยากรู้อยากเห็นนัก
ความรักในความคิดเราเป็นอย่างไรกันนะ สเปคสาวในดวงใจล่ะ? เรามาวิเคราะห์กัน ความรักในอุดมคติคือการเสียสละ การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
ให้โดยไม่ยึดติด ไม่ยึดเหนี่ยว ไม่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ซึ่ง.... ความรักประเภทนี้ไม่พบเห็นในมนุษย์... แม้แต่รักจากแม่ที่ว่าเป็นรักแท้ประเสริฐเลิศเป็นไหนๆ ยังประกอบอยู่ด้วยความเป็นเจ้าของ นี่ลูกกู คนอื่นห้ามรังแก... ฉะนั้นเราจะไม่พูดถึงความรักในอุดมคติ ความรักแท้อันยิ่งใหญ่ ความรักที่เราจะพูดถึงเป็นเพียงความรักหนุ่มสาวกุ๊กกิ๊ก
ในมุมมองของเรา การที่คนรักกันคืออยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข การที่คุณชอบใครซักคน สังเกตได้จากการที่คุณอยากอยู่ใกล้คนคนนั้น ได้อยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกดี ซึ่งหลายครั้งจะมีความเป็นเจ้าของความหึงหวงเข้ามา เกี่ยวข้อง
หากรู้หากเห็นว่าเค้าคนนั้นกำลังอยู่ใกล้กับชายอื่น ก็จะรู้สึกอึดอัดใจ เป็นทุกข์ กังวล
ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณยังไม่ได้เป็นอะไรกับเค้าเลย แม้จะเป็นแฟนกัน เป็นสามีภรรยากันก็ตาม ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นเจ้าของชีวิต เขา
เราไม่เชื่อในรักแรกพบ ความรักเกิดขึ้นจากการค่อยๆ รู้จักกัน
แต่เราเป็นคนค่อนข้าง sensitive ใจง่าย... แล้วก็แพ้ยาสีฟันยี่ห้อหนึ่ง(ใกล้ชิด) แล้วในขณะเดียวกันก็เป็นคนขี้เกรงใจ เกรงจะทำให้คนอื่นรำคาญ ดังนั้นการที่เรารู้สึกดีกับใครหรือชอบใคร(ชอบในที่นี้คือรู้สึกดีด้วย ไม่จำเป็น ต้องทีละคน)
เงื่อนไขยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินการใดๆ คุณอาจเป็นหนึ่งในคนที่เราชอบก็ได้ อยากรู้ก็ถามนะ ถ้าถามแล้วจะบอก (ถามถึงตัวเองได้เท่านั้น ว่าเรารู้สึกอย่างไรด้วย ห้ามถามถึงคนอื่น ความลับ สวรรค์)
เราต้องมั่นใจว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกดีๆ ด้วยเหมือนกัน เราว่าเรารู้สึกได้ กับเรื่องหลายๆ เรื่องเรา "รู้สึก" ประสาทค่อนข้างไวทีเดียว แต่จาก sense การรับรู้ที่ผ่านมา เคยรับรู้ความรู้สึกที่เค้าชอบเราแค่เคส เดียว(เคสแรก เคสล่าสุด)
ที่ผ่านมาเป็นรักเค้าข้างเดียวทั้งนั้น (ไม่ใช่รักหรอก หลงต่างหาก) จากที่กล่าวมาในบทข้างต้น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง
ไม่เว้นความรักความรู้สึก มันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ จากเฉยๆ อาจกลายเป็นชอบ จากชอบอาจเป็นรัก จากรักอาจหมดรัก หรือ กลายเป็นเกลียด
ยึดอะไรไม่ได้จริงๆ มาพูดถึง requirement ของการเป็นแฟน
เราเชื่อว่าการเป็นแฟนกันควรจะทำให้โลกสดใสขึ้นไม่มีสิ่งใดๆ แย่ลง เหมือนการ Trade จากตำรา Inter Trade... การค้าทำให้โลกดีขึ้น ทั้งฝ่ายซื้อฝ่ายขาย ถ้ามันทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดทุน หรือแย่ลง การค้าก็จะไม่เกิดขึ้น ความรักก็เช่นกัน ควรจะทำให้โลกสดใสขึ้น ไม่ใช่ทำให้บางอย่างแย่ลง เช่นมีแฟนแล้วทำโน่นไม่ได้ ทำนี่ไม่ได้ โลกของแต่ละคนยังสมบูรณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมเวลามีความสุขที่ได้อยู่ด้วย กัน(เวลาว่าง)
อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ?? (อุดมคติอีกแล้ว) มาถึงเรื่องสเปค...
สเปคหญิงในดวงใจเราไม่ได้เลิศเลออะไร แต่ไม่ค่อยพบว่าใครผ่านเกณฑ์ เสียเท่าไหร่
คนที่มี potential ที่จะมาเป็นแฟนเราได้มีตัวกรองสองขั้น ขั้นแรกแน่นอน หน้าตา... ผู้ชายร้อยละร้อยมองผู้หญิงที่หน้าตาก่อน
แต่ตัวกรองเราขั้นนี้นับวันยิ่งมาตรฐานต่ำลงทุกขณะ ขั้นนี้เพียงแค่มองว่า สมมติว่า คนนี้ หน้าตาแบบนี้ เป็นแฟนเรา ยอมรับได้มั้ย นะ...
พิจารณาเพียงหน้าตารูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นไม่เอาอย่างอื่น หรือความรู้สึก ใดๆ มาเกี่ยวข้อง
ซึ่งส่วนนี้ ผู้หญิงในวัยเดียวกันวัยใกล้เคียงกันมากกว่าร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ข้อนี้อย่างง่ายๆ
แต่นี่เป็นเพียง First order หน้าตาผ่านจึงมองนิสัย เหมือนดังบรรจุภัณฑ์ไม่สะดุดตาแต่แรกแล้ว ของข้างในจะดีแค่ไหน ใครเล่า จะมองเห็น
ตัวกรองขั้นที่สองนี้ค่อนข้างจะเรื่องมากและไม่มีมาตรฐานตายตัวนัก
คือตัวกรองด้านอุปนิสัยและความคิด ผู้หญิงทั่วไปร้อยละ 70 สอบตกขั้นนี้ตั้งแต่ได้รู้จักได้ไม่นาน ขอบเขตการยอมรับนิสัยสำหรับเป็นเพื่อนของเราค่อนข้างกว้างมาก แต่ในขณะที่การยอมรับนิสัยสำหรับเป็นแฟนนั้น ความกว้างอาจมีแค่ 5% ของ เพื่อน
รายละเอียดไม่อาจจะระบุเป็นข้อๆ ได้ เพราะค่อนข้างอิงอารมณ์และการ ประเมินโดยรวม
เรื่องดีอาจชดเชยเรื่องไม่ดีได้ extreme case ที่ยอมรับไม่ได้แน่นอนเช่น สูบบุหรี่ ร่าน หลายใจ อกตัญญู ไม่รู้จักเหตุผล ฯลฯ
จนถึงเรื่องเล็กน้อยกว่านั้น เช่น สุรุ่ยสุร่าย ขี้บ่น ขี้โวยวาย เรื่องมาก ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงส่วนมากสอบตกในข้อนี้ เมื่อผ่านสองตัวกรองแล้วที่สำคัญที่สุดคือเราต้องมีความรู้สึกดีๆ ต่อคนคนนั้น
ด้วย
ซึ่งอันนี้ไม่ได้ยากเย็นนักเนื่องจากอย่างที่ว่า เราเป็นพวกใจง่าย แพ้ยาสีฟัน บางยี่ห้อ..
ในชีวิตที่ผ่านมาเพิ่งจะพบว่ามีคนที่ผ่านเกณฑ์ข้อสอง
และทำให้เรารู้สึกว่าคนคนนี้ is so nice เพียงไม่กี่รายเท่านั้น แต่การที่เรารู้สึกว่าใครซักคน so nice ไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินการใดๆ ถ้าเค้าคนนั้นไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ต่อเรา ก็เมินเสีย ไม่มีอะไรต่อไป... อ่านหมดตรงนี้คงเข้าใจดีสินะว่า ทำไม๊ ทำไมเราถึงหาแฟนกะเค้าไม่ได้ซักที
Chapter 5: Result and Conclusion
(ผลลัพธ์และข้อสรุป)
บทนี้มาเริ่มเขียนต่อหลังจากทิ้งไว้สองเดือน เลยลืมไปแล้วว่าตั้งใจจะเขียน
อะไร
ขอจบอย่างดื้อๆ ตรงนี้อย่างนี้ อ้อ เกือบลืม blog tag เมื่อตอบแล้วจะต้องหาทายาทอสูรทำอย่างเดียวกันนี้ต่อ
กติการง่ายๆ คือ ไขความลับสวรรค์เกี่ยวกับตัวท่านห้าข้อ แล้วแปะมือต่อให้คนอื่นทำเช่นเดียวกันห้าคน.... (ห้ามแปะกลับ) นี่ก็นับว่าเป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะหลังจากการสำรวจความเป็นไปได้ในการ
ตอบกลับของคนในคอนแทคลิสต์พบว่า ไม่ค่อยมีใครนิยมอัพเดทบล็อกอย่าง
สม่ำเสมอ เราจึงคัดสรรเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้ม(บ้างซักนิดก็นับ)ว่าจะทำตาม
กติกาต่อไปเท่านั้น
ห้าคนพิเศษผู้ถูกคัดสรรในวันนี้ได้แก่....
1.ลูกท้อ (http://momokio2.spaces.live.com) 2.ท้อฟฟี่ (http://toffeez.spaces.live.com) 3.กะลาป๊อบ (http://galazpop.multiply.com) 4.ฝ้าย (http://goodgirlfairy.spaces.live.com) 5.แก้ว (http://gaily39.spaces.live.com) ผู้ที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้กรุณารายงานตัวรับทราบในสเปซนี้ด่วน! พวกคุณคือผู้ถูกเลือกแล้ว กรุณาทำตามกติกา.... ขอให้โชคดี May the force be with you..... 1월 10일 ความเกรงใจเป็นสมบัติของคนไทย??สวัสดีปีใหม่(อาจช้าไปหน่อย แต่เอาน่า..)มิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หัวข้อที่เราจะสนทนากันวันนี้คือเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเกรงใจ ก็เข้าใจนะว่ามาอยู่ต่างถิ่น เรียนอินเตอร์ ต้องเจอวัฒนธรรมหลากหลาย ต่างชาติต่างภาษา อย่างที่หลายๆ คนคงทราบกันดี ว่าเราได้รูมเมทเป็นชาวกัมพูชาสองท่าน เราก็ได้ทำหน้าที่คนรับใช้ที่ดี ผูกขาดการเก็บกวาดทำความสะอาดห้อง ถูห้องแต่เพียงผู้เดียวมาเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่งแล้ว อยากทราบว่า...ความแตกต่างทางวัฒนธรรมทำให้พวกมึงไม่รับรู้กันเลยเหรอว่า.. ห้องเดียวกันอยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยกันสิวะ..ไอ้ห่า... ถ้าไม่โง่จนเกินไปนัก ก็น่าจะรู้กันนะว่าที่ห้องสกปรกๆ แล้วมันสะอาดได้เพราะมีคนทำ บางทีมันก็เห็น... ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร เห็นเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ใช่คนใช้จ่ายตังค์จ้างมา กำลังทำความสะอาดห้อง ถ้าคุณนั่งเฉยๆ คงต้องอายหน้าแดงก่ำ หรือไม่ก็ต้องรีบออกตัวว่างานต้องแบ่งกันเดี๋ยวคราวหน้าผมทำ แต่พวกนี้ไม่ครับ... นั่งเฉยๆ ไม่รับรู้ใดๆ ยังดีนั่งเฉยๆ ตอนแรกๆ เคยถูกมันถามว่า ทำไมมึงต้องทำความสะอาดห้องด้วย?!? งงครับ คำถามนี้ ไม่ทราบผุดออกมาจากสมองในหัวแม่ตีนเหรอ? ก็ได้แต่ตอบไปว่าก็ห้องมันสกปรกก็ต้องทำความสะอาดสิ แต่ในใจคิดว่า ไอ้ห่า เหตุผลง่ายๆ ก็มึงไม่เคยคิดทำนี่หว่า กูเลยต้องทำ มนุษย์หน้าไหนอยู่ในห้องที่ไม่เคยถูกกวาดถูกถูเป็นเวลาสองปีได้ ไม่มีทางอะ มันก็ต้องมีคนกวาดเป็นระยะๆ หลังๆ พวกนี้ก็ดีขึ้นครับ ตอนกระผมรับใช้พวกท่านทำความสะอาดห้องพวกท่านก็นั่งนิ่งไม่พูดไม่ถามไม่บ่น หลายครั้งที่เราพยายามทำสงครามจิตวิทยา ว่าถ้ากูไม่กวาดรอดูซิเมื่อไหร่มึงจะกวาด... ไม่ได้ผลครับ รอจนห้องมีใยแมงมุมขึ้น หนูมาทำรัง มันยังไม่จับไม้กวาดเลย แล้วที่สำคัญ เราไม่ใช่คนทำห้องเลอะด้วยสิ แต่เนื่องจากมาตรฐานความสะอาดมากกว่าพวกมันประมาณร้อยเท่า (เทียบกับคนไทยโดยเฉลี่ยมาตรฐานความสะอาดเราเรียกว่าอยู่ปริ่มๆ ค่าเฉลี่ยนะ) มันจะไม่เรียนรู้กันหน่อยเหรอว่า... ถ้าไม่คิดจะทำความสะอาด ก็กรุณาอย่าทำเลอะ ไอ้คนนั่งข้างๆ เราตัวดี ไปข้างนอกกลับมาใส่รองเท้าผ้าใบจะเข้าห้องก็ไม่รู้จักถอด เดินย่ำๆๆๆ เข้ามา วันนึงฝนตก ใส่ผ้าใบย่ำเข้าห้อง มันก็เลอะโคลนไปทั้งห้องสิครับ ก็ชี้ให้ดูนะ นี่ ..ผลงานรอยตีนมึง... มันก็ทำท่าจะคว้าผ้าถูพื้นมาจัดการ แต่มันกำลังจะไปข้างนอก เราเลยบอกว่าไปก่อนเหอะ กลับมาค่อยจัดการ ...แล้ว... กรูก็จัดการเอง ทำไมเหรอ.. ให้มันเอาผ้าถูพื้นมาถู... ใครต้องซักผ้าถูพื้น... กรูเองสิ ซักผ้าถูพื้นมันลำบากกว่าถูพื้นเป็นไหนๆ รอโคลนแห้งแล้วกวาดเอาดีกว่า... ขี้เกียจ แม่ง... มีอยู่ครั้ง เพื่อนคนไทยเรามาหาที่ห้อง ใส่รองเท้าผ้าใบอยู่ ยืนคุยอยู่หน้าห้อง ไอ้เขมรคนข้างหลังก็ใจดี๊ใจดี บอกว่าเข้ามาข้างในสิ เพื่อนเรายังรู้จักเกรงใจ ไม่กล้าใส่รองเท้าย่ำเข้าห้อง บอกว่าขี้เกียจถอดรองเท้า มันก็หน้าใหญ่ออกหน้าพูดว่า ไม่เป็นไร ใส่เ้ข้ามาได้เลย ...เออ ไอ้ห่า มึงไม่ได้เป็นคนถูพื้นนี่หว่า... พูดจาไม่คิด เราก็ได้แต่นั่งเงียบพูดอะไรไม่ออก เพื่อนผมก็ดีครับ ยังรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ถอดรองเท้าก่อนเข้ามา... นี่ครับ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม-อารยธรรม เรื่องความสะอาดอีกเรื่อง ถังขยะในห้อง ตอนมาอยู่ใหม่ๆ เขมรก็คงจะมีสัญชาติญาณด้านความสะอาดอยู่บ้าง คือขยะจะทิ้งในห้องต้องทิ้งลงถัง แล้วมันก็ซื้อถังมา แต่มันไม่รู้ว่า... การใช้ถังขยะสำหรับทิ้งขยะมั่วซั่ว ต้องมีถุงขยะ... ทิ้งกันมั่วล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นเศษกระดาษ เศษอาหาร หมากฝรั่ง... เศษอาหารครับ หมากฝรั่งครับ.. ทิ้งใส่ถังขยะที่ไม่ีมีถุง สองสามวันถึงเอาไปเท มันก็เน่าติดถังขยะสิครับคุณผู้ชม เอาไปเทมันก็ไม่ออก เหม็นหึ่งไปทั้งห้อง.. ก็เป็นภาระของคนที่มาจากประเทศที่พอจะเจริญกว่านี้หน่อย เอาถังขยะไปล้าง ซื้อถุงขยะมาแล้วสอนให้มันใช้.... ให้ตายเถอะโรบิ้น เรื่องเดิม ถังขยะถุงขยะ... พวกเขมรพวกนี้เป็นพวกรักษาสุขภาพดีครับ ต้องกินผลไม้ทุกวัน คนนึงซื้อส้ม คนนึงซื้อกล้วย กินเสร็จก็ทิ้งเปลือกลงถังในห้องเนี่ยแหละ มักง่าย ผลลัพธ์ครับ ทุกครั้งที่มีเปลือกผลไม้ในถังขยะ วันรุ่งขึ้นก็จะมีลูกแมลงหวี่แมลงวันกำเนิดออกมาจากถัง บินว่อนรอบถัง... เราก็บอกเขมรกินส้มว่าอย่าทิ้งเปลือกส้มในถัง แมลงขึ้น มันก็แย้งว่า ส้มไม่เป็นไร กล้วยต่างหาก เออ... เอาเข้าไป แล้วตอนหลังก็พบกว่า ไม่มีกล้วย มีแต่ส้ม แมลงก็ขึ้น.. อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นปัญหาเรื่องความเกรงใจมากคือเวลา่ำค่ำคืนเราไม่สามารถนอนเวลาปกติอย่างผู้คนอื่นได้ เนื่องด้วยพวกเขมรแถวนี้เป็นพวกชีวิตกลางคืนหมด กลางคืนไม่รู้จักหลับจักนอน ไม่หลับไม่นอนไม่พอยังทำตัวเหมือนเวลากลางวัน เขมรคนข้างหลังมีภาระหน้าที่ต้องคุยกับแฟนสาวชาวเขมรผ่านยาฮูเมสเซนเจอร์(วิธว๊อยซ์) ทุกคืนโดยเฉลี่ยคุยถึงตีสาม คุยอยู่ในห้อง ระหว่างนั้นเราเคยพยายามจะไปฝืนไปนอน ไม่เคยทำได้ ต้องไปกลิ้งเกลือกบนเตียงจนมันคุยเสร็จ อันนี้ก็พอเข้าใจอะนะ ว่าคนห่างกันขาดการคุยกันเดี๋ยวจะกลายเป็นสิ้นรักร้างรา แต่นี่ก็ไม่ใช่ห้องส่วนตัวคุณนะ... ตีสองตีสามก็เป็นเวลาที่เรามีสิทธิ์ที่จะนอนอย่างสงบ นี่อะไร.... เรื่องนี้พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียก็ต้องทนต่อไป.... ทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่ยืนยันว่าพวกนี้ไม่รู้จักความเกรงใจคือ ถ้าจำเป็นต้องคุยกันจริงๆ ตีสองตีสามแล้ว คนอื่นจะนอน... กระซิบกระซาบหน่อยไม่ได้หรือ ไอ้พวกเพื่อนๆ มันก็เหมือนกัน ตีสองตีสามเปิดประตูไม่เคาะ พรวดพราดเข้ามาในห้อง เมื่อคืนนี้เรานอนกลิ้งๆ อยู่บนเตียง เขมรเพื่อนมันเปิดประตูเข้ามา ไฟก็ปิดก็น่าจะรู้ว่ามีคนนอนอยู่ มันเข้ามาแล้วยังคุยกันด้วยระดับเสียงปกติเหมือนเวลากลางวัน ปกติถ้าเป็นคนไทย เวลาแบบนี้ไปเคาะประตูห้องคนอื่นยังไม่กล้าเลย รบกวนคนอื่น นี่เปิดพรวดแถมเข้ามาคุยเสียงดัง... ไม่ใช่บ่ายสองนะครับ ตีสาม.... จำได้ว่าปีที่แล้วที่เราต้องเข้าไปในห้องรุ่นพี่คนไทยขณะที่คนอื่นในห้องหลับอยู่(แค่เีที่ยงคืนเศษ) หมุนลูกบิดยังต้องหมุนอย่างโจร ไม่ให้มีเสียง เดินไม่ให้มีเสียงเท้า พูดกระซิบให้เบาที่สุด ความเกรงใจผู้อื่นแบบนี้ ไม่มีในสันดาน เทียบกับคนญี่ปุ่นที่ในรถไฟ รถไฟฟ้า ไม่คุยโทรศัพท์มือถือเพราะ"รบกวนคนอื่น"แล้ว... มันคือความแตกต่างทางวัฒนธรรม... เอ๊ย อารยธรรมครับ ยังมีความแตกต่างอีกหลายเรื่องให้บ่น บ่นสิบชาติก็ไม่หมด คงเป็นกรรม ชาติก่อนติดหนี้เค้าไว้ ชาตินี้ต้องมาใช้ ไม่เป็นไร ทนเป็นขี้ข้ามันอีกแค่ครึี่งปี ไ่ม่ได้หนักหนาอะไร อย่างน้อยพวกนี้ก็สอนให้รู้จักความอดทนอดกลั้น สอนให้รู้ว่าการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด บ่นเสร็จละ แค่บ่นแค่นี้แหละ พอๆ กลับสู่โลกความจริง หมายเหตุ: บล็อกวันนี้เป็นการบ่นและนินทาชาวต่างชาติ จึงเขียนด้วยภาษาไทย เพื่อป้องกันพวกมันอ่านออก 12월 27일 Earthquake and our dorm...Dear friends,
I am writing this blog in order to keep the record for the situation i'm facing now.
Everything is impermanent. Happiness, Health, Life and Building!!!
Macro View
Exactly 2 years ago 26th December 2004, there was a very powerful quake that caused the Tsunami.
Ten thousands of people in many South East Asian countries were reported dead.
Today, 26th December 2006, there was a big quake magnitude of 7.1 occured in Southern part of Taiwan.
There was Tsunami warning in Philippines, but luckily nothing happened.
At least one people reported dead in Taiwan, some buildings collapse, roads and bridges cracked.
Micro View
Last month, 27th November 2004, in the third floor of our lovely Sheng-Li 6 dormitory (勝利六宿舍),
there was a big crack suddenly occurs in the bathroom (see blog photos). Few days later, the same thing happened in some rooms in the dorm.
The ones who were living in those rooms had to move to other rooms.
Today, there was the strongest earthquake I've ever experienced.
While I was listenning to the presentation of my friend in the classroom at the underground floor. Suddenly, the whole room was shaked like we're watching the simulation movies.
I did shake!! underground floor!!
My friends who were in the higher floor in the dormitory said the whole building was swaying!!
(We're talking via msn.)
In few moments, the power failed. The presentation stopped; Everybody is asked to leave the building.
Until now, the moment i'm writing this blog, nothing happened after 2 consequent quakes.
But the effect of the quake is so scary. The cracks on the walls, collars of our dorm are getting bigger!!
There are cracked in 2nd and 3rd floor. (see photos, I don't know about the others) The cracks are really big, bigger that the crack i've seen in NGC before the 6-stories building in Singapore collapsed I post these photos to myspace for the record. If something unexpectedly happens... (actually it is expected!! I see the CRACKS!!)
What I want to say to you guys, don't be careless...
I hope this ancient building is stronger than I think....
I hope it will last longer than I think.....
Life doesn't last long.... 11월 30일 這漫長的路...各位觀眾朋友好!
已拋棄這部落格了好久... 剛才發現還有人進來觀看...
三個多月沒有寫....再來寫一次也好....
喪事....悲哀的事過去了
人生就這樣....真的不常 有起伏 有生死 不可把握
過去的悲哀不值得再回想...
人生就這樣...不管遭到了什麼困難...也只有一個選擇...
就是繼續一直走.... 走道沒有呼吸的那一天才能休息....
算了...說別的吧
昨天是我的生日...非常感謝那些還記得我的生日的人
今年有人來祝福我特別多 (第一年有超過 10 個人的)
也是我記憶中第一次有機會吹蠟燭
至少有八年了吧... 沒有人唱"生日快樂"這首歌給我聽(之前我不確定 也許也沒有)
我非常高興 再一次對大家說謝謝
去年我在台灣... 就是獨自寫作業過生日 在這裡沒有一個人知道
兩年前的生日呢...我那一天幹嘛? ....
兩年前的生日 我一個人緊緊張張地去考托福 然後很落寞的一個人吃漢堡...一個人看電影...
呵呵 真寂寞吧 就是這樣... 總是這樣.... 是我的命運
算了.... 快樂無常.... 也無能把握
現在我得寫論文卻不知道要寫什麼...連主題也沒有
真的很茫然.... 我的路顯得很模糊....什麼都看不到
是否還有未來....
好像我的"台灣路"還要走得很久 才到下個轉彎
我總是一個人很孤獨的在這"生命市"走路...
雖然我迷了路 不知道方向 瞧不到未來
只好一直走...一直走....
算了...
人生...就是這樣
**我寫了再寫...剪剪貼帖... 可能很亂 希望聰明的會看得懂**
-- 我當初打算先寫中文然後翻成泰文,但現在太懶了...麻煩看懂的人幫我翻譯--成泰英都可以 --
ป.ล.ตอนแรกกะจะเขียนสองภาษา แต่ขี้เกียจแปลแล้วอะ ใครก็ได้ช่วยแปลให้ที
預先謝謝--- 88囉
ขอบคุณล่วงหน้า ไปละ บ๊ายบาย 8월 8일 แด่เพื่อนผู้จากไป..."อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ"
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ความสงบระงับดับไปแห่งสังขารนั้นเป็นสุข บ่ายวันนี้(วันที่ 7 สิงหาคม 2006) เพิ่งได้รับข่าวอันน่าใจหายว่า
"เพื่อน"ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมเรียนร่วมเล่นสนิทสนมคุ้นเคย ได้ด่วนลาจากพวกเราไปเสียแล้ว
ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวปัญญาพานิช ที่ต้องเสียลูกชาย(คนเดียวหรือเปล่าไม่แน่ใจ)
ผู้ที่เป็นความหวังของพ่อแม่ ความหวังที่จะเป็นกำลังหลักของครอบครัวต่อไป
ขอแสดงความอาลัยและระลึกถึงเพื่อนโอห์ม ชัชวาล ปัญญาพานิช (ต.อ.61 ห้อง 835-722 วิทย์-คอม)
ที่ต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อคืนนี้
ยังหวัง ยังภาวนาอยู่ว่า ขอให้เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องกุขึ้นมา เป็นเพียงตลกร้ายที่อำกันเล่นๆ
แต่คิดอีกที... เรื่องพรรค์นี้คงไม่มีคนกล้ามาพูดเล่นหรอกใช่มั้ย
แรกที่ได้ข่าว งง... ไม่อยากจะเชื่อ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีน้ำตาหลั่งไหลแม้หยดเดียว
ไม่ใช่ไม่รัก ไม่เสียใจ... แต่ไม่อยากจะเชื่อ.. ไม่อยากจะให้เป็นความจริง
คนที่เมื่อเดือนก่อนเพิ่งจะเจอหน้ากัน (ตอนงานรับปริญญาจุฬาฯ ปีนี้)
มันเพิ่งจะชวนไปงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม
ซึ่งเราไม่ได้ไปเนื่องจากไกลและไม่มีเพื่อนไปด้วย
แต่ก่อนวันนั้นก็ยังคุยกันอยู่ว่า เดือนนี้อาจจะมีเพื่อนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย
จะให้มันพาไปเที่ยวหน่อย ไปเที่ยวประจวบฯ บ้านมัน
มันยังตอบรับว่าโอเคอยู่เลย... แต่ยังไม่ถึงวันนั้นเลย ฝรั่งยังไม่มา...
ทำไมด่วนจากไป...
เรารู้จักโอห์มตอนม.สี่ ห้อง 835 รร.เตรียมอุดมศึกษาฯ
นั่นเป็นครั้งแรกที่มีเพื่อนอยู่ต่างจังหวัด เพื่อนๆ จากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศมารวมกันในห้องเดียว
ตอนนั้นก็นับได้ว่า คุยกันได้ สนิทกันพอสมควร
เล่นบาสด้วยกัน บ้าคอมเหมือนกัน.. ครั้งหนึ่งยังเคยไปช่วยมันประกอบคอมฯ ที่แฟลตมันอยู่
ช่วงนึงบ้าเลี้ยงปลาอยู่กับไอ้ม่อน... ปลาผิดกฎหมายอย่างปิรันย่าก็หาได้ในห้องมัน
สมองยังคงจำวันที่ไปช่วยประกอบเครื่อง AMD ของมันได้
ยังจำวันที่ไปนั่งดูปิรันย่าในตู้กระจกแฟลตมันได้
แฟลตที่เต็มไปด้วยต้นไม้และปลาตู้...
ยังจำวันที่ไปพัทยากันได้ วันที่เราหลอกเอาน้ำเปล่าใส่ขวดวอดก้าไปกินโชว์มันกัน
"กลิ่นมันเบา แต่แรง..."
ยังจำวันที่เราไปเที่ยวบ้านมันได้...
ตอนนั้นติดรถญาติๆ ขากลับบ้านรอบขนของ
มันมาพร้อมต้นไม้และปลามากมายบนท้ายรถกระบะ
เมื่อถึงบ้านแล้วยังต้องช่วยขนลง...
คืนแรกต้องนอนในตึกโกดังเก็บอาหารกุ้ง ที่เหม็นอาหารกุ้งตลอดคืน
ได้เห็นบ้านที่เพิ่งปลูกใหม่ ใหญ่โตสวยงามบนพื้นที่หลายไร่ ที่อำเภอกุยบุรี
มันพาไปดูห้องนอนที่ยังโล่งๆ ไม่ได้ตกแต่งอะไร
ครั้งนั้นมันพาเราไปหัดขี่ม้าที่ริมชายหาด.. แล้วม้าพยศจะวิ่งกลับบ้านต้องให้เด็กแถวนั้นมาช่วย
ครั้งนั้นมันพาเราไปอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ไปดูปราสาทในถ้ำ
เดินขึ้นเขาลงเขากันหลายกิโล กว่าจะถึง
ตอนนั้นเรายังไม่ได้ซื้อกล้อง D-SLR เอาคอมแพคไปถ่าย
ยังพูดกันอยู่ว่าไว้มีกล้องดีๆ มาใหม่ จะมาถ่ายให้สวยๆ...
ครั้งนั้นเราชวนมันไปญี่ปุ่น ซึ่งแม่มันก็อนุญาตแล้ว เตรียมทุกอย่างให้แล้ว
แต่กลับไม่ได้ไป เพราะสถานฑูตญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ช้ากว่าที่ควร..
หลังจากครั้งนั้น... ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วก็ได้เจอในงานรับปริญญาจุฬาฯ
มันมาถ่ายรูปให้สไปร์ทที่เพิ่งจบ รับปริญญาวันนั้น...
เป็นรูปถ่ายกับมันเป็นครั้งสุดท้าย...
มันชวนไปงานขึ้นบ้านใหม่ แต่ไม่มีใครไปด้วย เราไม่ได้ไป...
วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม เป็นวันที่ได้ยินเสียงมันเป็นครั้งสุดท้ายทางโทรศัพท์
...เพียงแค่สิบวันหลังจากนั้น...
......
ไม่มีคำพูดไหนจะบรรยายความรู้สึกได้สมบูรณ์
รู้แต่ว่า ใจหาย ไม่อยากเชื่อ
เสียใจ แต่ไม่มีน้ำตา...
เรื่องกลุ้มใจทั้งหมดทั้งปวง เรื่อง Thesis เรื่องแฟนทิ้ง กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีสาระในบัดดล
แต่ก่อนนั้น เราพูดกับคนอื่นที่เลิกกับแฟนว่า ไม่มีใครตายเสียหน่อย ทำไมต้องร้องไห้...
แต่เมื่อเราอยู่ในเหตุการณ์นั้น กลับร้องไห้เสียโฮใหญ่... เหมือนเป็นเรื่องหนักหนาในชีวิต...
มาวันนี้ มีคนตาย แต่เราไม่ได้ร้องไห้แล้ว...
มันคงช็อค คงมากเกินกว่าการร้องไห้จะแก้ไขอะไร
ครั้งนี้โอห์มคงอยากจะบอกว่า
ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จงมีกำลังใจสู้ต่อไป
ชีวิตนี้ไม่มีปัญหาหรือเรื่องใดๆ เลวร้าย ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่
จงเฝ้าระวังลมหายใจตัวเองให้ดี
ให้รู้ว่าลมหายใจนั้นยังคงเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
กับเวลาที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุด
กับอนาคตที่เราไม่เคยหยั่งรู้
จงตั้งตนในความไม่ประมาท
สิ่งใดที่คิดจะทำก็จงรีบทำให้ลุล่วง
กุศลกรรมความดีจงหมั่นทำ อย่ารอช้า
เพราะว่าวันหนึ่งวันใดไม่อาจรู้ เราอาจจะไม่มีโอกาสนั้นอีก
สุดท้ายขอให้ดวงจิตของโอห์มน้อมคิดแต่สิ่งที่ดี
ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เพื่อนำดวงจิตไปสู่ภพภูมิอันดี อันเป็นสุคติ
กุศลใดๆ ในชีวิตเรา หากว่ายังมีบ้าง ขออุทิศให้...
และขอส่งความปรารถนาดีไปยังผู้ที่ยังมีลมหายใจ
ให้ดำรงตนอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยความไม่ประมาท
ห่างไกลจากภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บทุกประการเทอญ...
ขอเชิญร่วมลงชื่อไว้อาลัย แสดงความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนของเราได้ที่นี่...
|
|
|||||||||||||||
|
|